ของขวัญแห่งมิตรภาพราชอาณาจักรไทยและสหรัฐอเมริกา | 1818 - 2018

"Great and Good Friends"

From the early years of this relationship, “Great and Good Friend” was a salutation used by U.S. presidents in addressing the kings of Siam. This formal greeting harks back to a time when contact between the two governments was limited to envoys and letters, a reminder of how much the relationship has advanced over the past 200 years.

นับตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของความสัมพันธ์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า “Great and Good Friend” ขึ้นต้นจดหมายที่เขียนกราบบังคมทูลพระกรุณาพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม  คำขึ้นต้นอย่างเป็นทางการนี้ชวนให้หวนนึกถึงสมัยที่การติดต่อกันระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกายังจำกัดอยู่เพียงการส่งราชทูตและหนังสือเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศเจริญงอกงามไปมากเพียงใดตลอดระยะเวลา ๒๐๐ ปี

 

“View of the City of Bangkok,” 1822 Illustration by H. A. C.
“ทัศนียภาพของเมืองบางกอก” พ.ศ. 2365 ภาพเขียนฝีมือของเอช. เอ. ซี.

Figure 1.1.jpg

The First Contact

การติดต่อครั้งแรก

Four decades after declaring independence from the British Empire in 1776, American merchants were looking to increase trade beyond the Atlantic Ocean, Siam was strategizing against encroaching European imperialism in Southeast Asia. Although cultural differences and geographical distances divided them, both Siam and the United States saw a friend in each other.

Initial contact was made in 1818, when an American expedition to Siam established the earliest treaty between the United States and an Asian nation, initiating a “perpetual peace” which has lasted to this day. When the countries were still separated by months at sea, Siam’s participation in several American world’s fairs brought the kingdom to the republic’s doorstep.  

สี่ทศวรรษหลังจากที่อาณานิคมในทวีปอเมริกาประกาศเอกราชจากจักรวรรดิอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2319 ในขณะที่พ่อค้าวาณิชอเมริกันต่างกำลังหาหนทางค้าขายกับประเทศนอกมหาสมุทรแอตแลนติกให้มากขึ้นกว่าเดิม สยามก็กำลังวางแผนรับมือกับการล่าอาณานิคมของประเทศยุโรปที่รุกล้ำเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แม้ว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรมและระยะทางที่ห่างไกลจะแบ่งแยกทั้งสองประเทศ แต่สยามและสหรัฐอเมริกาต่างก็หมายที่จะผูกมิตรไมตรีอันดีต่อกัน 

ทั้งสองประเทศติดต่อกันเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๖๑ ในสมัยที่ระยะทางที่ห่างไกลยังกั้นกลางประเทศทั้งสองในด้านวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์  แต่กระนั้น การมาเยือนสยามของชาวอเมริกันใน พ.ศ. ๒๓๗๖ ก็ทำให้มีการจัดทำสนธิสัญญาฉบับแรกระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศในทวีปเอเชีย และสร้าง “ไม้ตรีมีความราบคาบต่อกันชั่วฟ้าแลดิน” มาจนถึงทุกวันนี้  ในยุคที่การเดินทางโดยเรือระหว่างสองประเทศต้องใช้เวลาแรมเดือน การที่สยามเข้าร่วมงานเวิลด์ แฟร์ของสหรัฐอเมริกาหลายครั้ง ก็เสมือนเป็นการยกราชอาณาจักรสยามมาไว้ใกล้สหรัฐอเมริกา

 Letter from Phraya Suriyawong Montri (Dit Bunnag) to President James Monroe, 1818 Courtesy of the Library of Congress, Manuscript Division; James Monroe Papers Series I. Collection Doc No 4784-4785  จดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ถึงประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร พ.ศ. ๒๓๖๑ ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกเอกสารโบราณ หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา; James Monroe Papers Series I. เอกสารเลขที่ 4784-4785

Letter from Phraya Suriyawong Montri (Dit Bunnag) to President James Monroe, 1818 Courtesy of the Library of Congress, Manuscript Division; James Monroe Papers Series I. Collection Doc No 4784-4785

จดหมายจากพระยาสุริยวงศ์มนตรี (ดิศ บุนนาค) ถึงประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร พ.ศ. ๒๓๖๑ ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกเอกสารโบราณ หอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา; James Monroe Papers Series I. เอกสารเลขที่ 4784-4785

 Dit Bunnag

Dit Bunnag

This letter from Dit Bunnag (1768-1855) to President James Monroe (1758-1831) represents the earliest known correspondence between the governments of Siam and the United States. It is signed by “Phaja Surivongmontri,” referring to Somdet Chao Phraya Dit Bunnag, one of the most influential noblemen in Siam during the nineteenth century. 

Dit Bunnag’s letter recounts a meeting between Prince Chetsadabodin (later King Nangklao, or Rama III, 1788-1851) and Stephen Williams (1781-1844), an American sea captain who had arrived in Bangkok to trade for sugar. 

Williams helped to initiate one of the United States’ oldest relationships in the Eastern Hemisphere. 

จดหมายจากดิศ บุนนาค (พ.ศ. ๒๓๑๑-๒๓๙๘) ที่มีไปยังประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร (พ.ศ. ๒๓๐๑-๒๓๗๔) เป็นการติดต่อกันทางจดหมายเป็นครั้งแรกระหว่างรัฐบาลสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสหรัฐอเมริกา และลงนามโดย “Phaja Surivongmontri” (พระสุริยวงศ์มนตรี) ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์ของดิศ บุนนาค ขุนนางผู้มีอำนาจมากในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ หรือตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สืบมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จดหมายฉบับนี้กล่าวถึงนายสตีเฟน วิลเลียมส์ (พ.ศ. ๒๓๒๔-๒๓๘๗) กัปตันเรือชาวอเมริกันที่นำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกับน้ำตาลที่กรุงเทพมหานคร และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ภายหลังได้เสด็จผ่านพิภพเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ ๓ พ.ศ. ๒๓๓๑-๒๓๙๔)

นายวิลเลียมส์ก็ได้มีส่วนช่วยเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาในโลกตะวันออก 

 President James Monroe

President James Monroe

 

The Roberts Expedition

Edmund Roberts (1784-1836), an agent of the United States, was tasked with visiting the major empires and kingdoms of Asia to seek trade agreements on behalf of the United States, the first diplomatic mission of its kind for the young nation. Roberts and the crew of the USS Peacock arrived in the Gulf of Siam in February 1833, nearly one year after departing from Boston, Massachusetts. 

Bangkok had been the Siamese capital for only half a century when the Roberts expedition arrived, yet it had quickly developed into a bustling hub for trade. 

During their stay, Roberts met primarily with Dit Bunnag, who was at this point the phrakhlang (minister of foreign affairs and finance) and thus responsible for the negotiation of treaties.

Three years after it was initially drafted, the Treaty of Amity and Commerce, the first agreement of its kind between the United States and an Asian nation, was fully ratified by King Nangklao, the U.S. Congress, and President Martin Van Buren (1782-1862).

Since the two countries did not adequately understand each other’s language at the time, the document was also transcribed in Portuguese and Chinese “to serve as testimony to the contents of the Treaty.”

The primary objective of this agreement was to establish a system of duties to regulate the import and export of goods by American merchants, thereby promoting trade. The treaty’s success was limited by the geographical distance that separated both nations, but still represented an important step for the United States and Siam in their development as world powers. 

การเยือนของนายโรเบิร์ตส์

นายเอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ (พ.ศ. ๒๓๒๗-๒๓๗๙) ตัวแทนของสหรัฐอเมริกา เดินทางเยือนจักรวรรดิและราชอาณาจักรที่สำคัญ ๆ ในทวีปเอเชีย เพื่อจัดทำข้อตกลงทางการค้าในนามของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งถือเป็นภารกิจทางการทูตภารกิจแรกของประเทศที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่นี้ นายโรเบิร์ตส์และลูกเรือของเรือรบอเมริกัน พีค็อกเดินทางมาถึงอ่าวสยามเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๗๖ ซึ่งใช้เวลาเกือบหนึ่งปีนับจากวันที่ออกเดินทางจากเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ 

กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของสยามได้เพียงแค่ครึ่งศตวรรษเท่านั้นเมื่อครั้นที่นายโรเบิร์ตส์และคณะเดินทางมาถึงสยาม  แต่กระนั้น ก็ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่พลุกพล่านภายในช่วงเวลาไม่นาน  

ในระหว่างที่พำนักอยู่ที่บางกอก นายโรเบิร์ตส์มักพบปะพูดคุยกับดิศ บุนนาค ซึ่งในขณะนั้น มีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยาพระคลัง (กรมพระคลัง) และรับผิดชอบด้านการเจรจาสนธิสัญญา 

สามปีหลังจากที่มีการร่างสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ ซึ่งเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศในทวีปเอเชีย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงประทับพระราชลัญจกรรูปไอราพตเป็นการให้สัตยาบันอย่างสมบูรณ์ พร้อมกันกับรัฐสภาสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีมาร์ติน แวน บิวเรน (พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๔๐๕) เนื่องจากทั้งสองประเทศไม่เข้าใจภาษาของอีกฝ่ายมากพอ จึงมีการเขียนเนื้อความเป็นภาษาโปรตุเกสและภาษาจีนกำกับ “ไว้เปนพญานเรื่องความ” ด้วย  จุดประสงค์หลักของสนธิสัญญาฉบับนี้คือ เพื่อกำหนดระบบอากรที่ใช้กำกับการนำเข้าและส่งออกสินค้าโดยพ่อค้าชาวอเมริกัน  ด้วยเช่นนั้น จึงเป็นการส่งเสริมการค้าด้วย  ถึงแม้ว่าความสำเร็จของสนธิสัญญาฉบับนี้จะมีข้อจำกัดด้วยระยะทางอันห่างไกลที่กั้นกลางระหว่างทั้งสองประเทศ แต่ก็นับว่าสนธิสัญญาดังกล่าวเป็นก้าวที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและสยามในการพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองของประเทศในฐานะที่เป็นประเทศที่ทรงอำนาจของโลก 

The Famous Offer of Elephants

Inspired by a discussion King Mongkut had with an American captain about how elephants would be perceived in the United States, the king wrote to President Buchanan offering the United States a pair of elephants to “increase and multiply in the continent of America.” Along with his letter, the king included a pair of elephant tusks “the glory and renown of Siam may be promoted.  

By the time the letter reached Washington, D.C., Abraham Lincoln (1809-1865) was president of the United States, and the country had descended into civil war. In 1862, President Lincoln politely declined the king’s kind offer out of concern that the U.S. climate would not “favor the multiplication of the elephant,”  though it is also possible that the ongoing conflict at home contributed to the decision. 

Although the elephants never made the voyage around the world, the generosity of King Mongkut’s offer and the graciousness of President Lincoln’s reply nonetheless underscore the friendly spirit between both nations.

ช้างพระราชทานอันลือเลื่อง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชสาส์นไปยังประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน โดยมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานช้างหนึ่งคู่เพื่อ “ไว้ให้สืบพืชพันธุ์ในทวีปอเมริกา” หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถารกับกัปตันชาวอเมริกันคนหนึ่ง และทรงทราบว่าไม่มีช้างอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังได้พระราชทานงาช้างด้วยอีกหนึ่งคู่ “เพื่อจะให้เปนยศปรากฏนามของกรุงสยามยิ่งขึ้นไป”

เมื่อพระราชสาส์นของพระองค์ไปถึงกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. นายอับราฮัม ลินคอล์น (พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๔๐๘) ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และประเทศก็เข้าสู่สงครามกลางเมือง  ประธานาธิบดีลินคอล์นได้ปฏิเสธพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างสุภาพ ใน พ.ศ. ๒๔๐๕ โดยชี้แจงว่าภูมิอากาศของสหรัฐอเมริกาไม่ “เหมาะแก่การขยายพันธุ์ช้าง” ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าความขัดแย้งในประเทศในช่วงเวลาดังกล่าวมีส่วนทำให้ประธานาธิบดีลินคอล์นตัดสินใจเช่นนั้น

ถึงแม้สยามจะไม่ได้ส่งช้างคู่นั้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังสหรัฐอเมริกา แต่น้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสารตอบกลับอันสุภาพจากประธานาธิบดีลินคอล์นก็ได้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่ทั้งสองประเทศมีต่อกัน

 
 Letter from King Mongkut to President James Buchanan, 1861 Courtesy of the National Archives and Records Administration, General Records of the United States Government; 6923529  พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน พ.ศ. ๒๔๐๔ ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 6923529

Letter from King Mongkut to President James Buchanan, 1861 Courtesy of the National Archives and Records Administration, General Records of the United States Government; 6923529

พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประธานาธิบดีเจมส์ บูแคนัน พ.ศ. ๒๔๐๔ ได้รับความอนุเคราะห์จากแผนกบันทึกทั่วไปของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การบริหารจดหมายเหตุและบันทึกแห่งชาติ; 6923529

 
 Letterbook copy of letter from President Abraham Lincoln to  King Mongkut of Siam, February 14, 1862 Letter to Foreign Sovereigns and Heads of State, 1829-1877, General Records of the Department of State National Archives and Records Administration (National Archives Identifier 6158611)

Letterbook copy of letter from President Abraham Lincoln to  King Mongkut of Siam, February 14, 1862
Letter to Foreign Sovereigns and Heads of State, 1829-1877, General Records of the Department of State
National Archives and Records Administration (National Archives Identifier 6158611)

 

Siam Pavilion at the World’s Columbian Exposition, 1893, Chicago, Illinois
ศาลานิทรรศการสยาม ภายในงาน World's Columbian Exposition พ.ศ. 2436 ณ เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์

Figure 2.23.jpg

Americans Meet Siam

อเมริกันชนพบสยาม

World expositions, commonly known in the United States as world’s fairs, were a popular means by which Americans learned about other cultures in the late nineteenth and early twentieth centuries. The Kingdom of Siam participated in several famous expositions celebrating significant occasions in American history, including the U.S. Centennial (Philadelphia, 1876), the 400th anniversary of the arrival of Christopher Columbus to America (Chicago, 1893), the centennial of the Louisiana Purchase (St. Louis, 1904), and the completion of the Panama Canal (San Francisco, 1915). 

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ก่อนที่จะมีโทรทัศน์หรืออินเทอร์เน็ต อเมริกันชนนิยมเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศอื่นด้วยการเข้าชมการแสดงนิทรรศการนานาชาติหรือที่มักเรียกกันในสหรัฐอเมริกาว่า เวิลด์ แฟร์ ราชอาณาจักรสยามเข้าร่วมการแสดงนิทรรศการที่มีชื่อเสียงหลายวาระ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เช่น ครบรอบ ๑๐๐ ปีประเทศสหรัฐอเมริกา (เมืองฟิลาเดลเฟีย พ.ศ. ๒๔๑๙) ครบรอบ ๔๐๐ ปีของการเดินทางของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสถึงทวีปอเมริกา (เมืองชิคาโก พ.ศ. ๒๔๓๖) ครบรอบ ๑๐๐ ปีของการซื้อรัฐลุยเซียนา (เมืองเซนต์หลุยส์ พ.ศ. ๒๔๔๗) และการขุดคลองปานามาแล้วเสร็จ (เมืองซานฟรานซิสโก พ.ศ. ๒๔๕๘)  

The royal family took an active interest in curating these displays. For the 1904 and 1915 expositions, large-scale model temples were commissioned to serve as exhibition space, briefly transporting visitors to the Buddhist kingdom.

While beautifully ornamented niello and lacquer objects demonstrated the skill of Thai artisans, everyday objects such as baskets, fish traps, and tools were also exhibited, conveying a sense of daily life. 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์สนพระราชหฤทัยและสนพระทัยในการจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ เป็นอย่างมาก สำหรับการแสดงนิทรรศการใน พ.ศ. ๒๔๔๗ และ พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้มีการว่าจ้างช่างให้ทำแบบจำลองวัดขนาดใหญ่ในพื้นที่งานแสดงนิทรรศการ เป็นการจำลองบรรยากาศเมืองพุทธให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสภายในเวลาอันสั้น 

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงศิลปวัตถุอันงดงาม เช่น เครื่องถมและเครื่องเขิน แสดงให้เห็นถึงฝีมืออันวิจิตรบรรจงของช่างศิลป์ไทย  และเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ตะกร้า แหจับปลา และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวไทยด้วย 

 

King Prajadhipok and Queen Rambhai Barni greet a crowd, 1931, in Scarborough, New York
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงพระราชปฏิสันถารกับผู้คนที่มารอรับเสด็จ พ.ศ. 2474 เมืองสการ์โบโร รัฐนิวยอร์ก

Story_FirstKingVisit_Banner.jpg

First Reigning King of Thailand Visits America

พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา

 
 

In Siam there exists high admiration for the achievements of this great country, and a marked feeling of friendship towards both the American people and its government. This is largely due to the fact that Americans have made valuable contribution to the modern development of my kingdom, and that the government of the United States has shown sympathetic understanding, both of the aspiration and the achievements of my kingdom.” - King Prajadhipok

 
 TIME, April 20, 1931, Volume 17, Number 16  นิตยสารไทม์ 20 เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๔  ปีพิมพ์ที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๖

TIME, April 20, 1931, Volume 17, Number 16

นิตยสารไทม์ 20 เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๔  ปีพิมพ์ที่ ๑๗ ฉบับที่ ๑๖

 

ในประเทศสยาม มีการยกย่องเชิดชูความสำเร็จของประเทศอันยิ่งใหญ่นี้เป็นอย่างมาก และมีความรู้สึกเป็นมิตรต่อทั้งชาวอเมริกันและรัฐบาลอเมริกัน นั่นเป็นเพราะว่า ชาวอเมริกันมีส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศของข้าพเจ้าให้เจริญก้าวหน้า อีกทั้งรัฐบาลอเมริกันแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจต่อความมุ่งหวังและความสำเร็จของประเทศข้าพเจ้า” - พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว         

 
 

In 1931, King Prajadhipok (Rama VII, 1893-1941) and Queen Rambhai Barni (1904-1984) became the first reigning monarchs of Siam to visit the United States. Though the royal couple had traveled to New York in 1924 as prince and princess, it was their second visit that marked a historic milestone.

The king and queen received a royal welcome in New York City, where they stood atop the newly completed Empire State Building, then the tallest building in the world. They also met Babe Ruth, one of the greatest baseball players in history, and famous American pilot Amelia Earhart, while attending a New York Yankees baseball game.

His Majesty’s sentiments towards the United States endeared him to the American public, who were eager to learn more about the Kingdom of Siam. The visit was covered by several newspapers, including the nationally syndicated TIME magazine, bringing the Kingdom of Siam into homes across America. 

 

ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗ พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๘๔) และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี (พ.ศ. ๒๔๔๗-๒๕๒๗) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินีจากสยามพระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา  แม้ว่าทั้งสองพระองค์จะเคยเสด็จเยือนนิวยอร์กก่อนหน้านั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ ในขณะที่ทั้งสองพระองค์ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขไทยธรรมราชา และหม่อมเจ้ารำไพพรรณี ก็ตาม แต่การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาในครั้งที่สองนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างหมุดหมายอันสำคัญทางประวัติศาสตร์  

ชาวนิวยอร์กได้จัดการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีอย่างสมพระเกียรติ  ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังยอดตึกเอ็มไพร์สเตตที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จและเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในขณะนั้น  นอกจากนี้ นายเบบ รูธ นักเบสบอลชื่อก้องโลกในสมัยนั้น และนางเอมิเลีย เอียร์ฮาร์ต นักบินผู้โด่งดังชาวอเมริกัน ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในระหว่างที่ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขันเบสบอลของทีมนิวยอร์ก แยงกี้ส์

พระราชดำรัสของพระองค์ในครั้งนั้นทำให้อเมริกันชนยกย่องชื่นชมพระองค์ และสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศสยามมากยิ่งขึ้น  หนังสือพิมพ์หลายฉบับรวมทั้งนิตยสารไทม์ซึ่งตีพิมพ์ทั่วประเทศ ลงข่าวการเสด็จพระราชดำเนินเยือนของพระองค์ ซึ่งทำให้ประเทศสยามกลายเป็นที่รู้จักไปทุกหนแห่งในสหรัฐอเมริกา

 

 

King Bhumibol Adulyadej addresses the 86th U.S. Congress, 1960 Washington, D.C.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานพระราชดำรัส ณ ที่ประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ พ.ศ. 2503

Story_KingRamaIX_Banner.jpg

King Bhumibol Adulyadej Visits the United States

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกา

 
 

In 1960, King Bhumibol Adulyadej returned to the United States on the first of two state tours. The royal family spent a month in the United States visiting many places in California, Colorado, Hawaii, Massachusetts, New York, Pennsylvania, Tennessee, Virginia, and Washington, D.C. The American public was fascinated with the young royal family, and newspapers headlined their travels throughout the nation. 

The highlights of their itinerary included a reception by President Dwight D. Eisenhower (1890-1969), a tour of Disneyland with Walt Disney, and musical collaborations with famous American jazz artists. 

In 1966, Lyndon B. Johnson (1908-1973) became the first sitting U.S. chief executive to visit Thailand. Their Majesties King Bhumibol Adulyadej and Queen Sirikit held a banquet at the Grand Palace in the president’s honor. The mutual amity shared during this historic trip carried over into His Majesty’s second state visit to the United States in 1967, where in his opening statement at the White House, he remarked to President Johnson and the First Lady: “We meet you both not only as Head of State, but as old friends.” 

ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งแรกในทั้งหมดสองครั้งด้วยกัน  พระองค์เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระราชโอรสธิดา โดยในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ประทับอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนหลายรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด ฮาวาย แมสซาชูเซตส์ นิวยอร์ก เทนเนสซี และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  ชาวอเมริกันล้วนให้ความสนใจในทั้งสองพระองค์ผู้ทรงมีพระชนมายุน้อย และหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศก็ลงข่าวการเสด็จพระราชดำเนินของพระองค์ทั่วประเทศ  

เหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกามีดังต่อไปนี้  ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ (พ.ศ. ๒๔๓๓-๒๕๑๒) ถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ เสด็จพระราชดำเนินเยือนดิสนีย์แลนด์ โดยมีนายวอลท์ ดิสนีย์รับเสด็จ ทรงดนตรีร่วมกับนักดนตรีแจ๊สชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง 

ใน พ.ศ. ๒๕๐๙ นายลินดอน บี. จอห์นสัน (พ.ศ. ๒๔๕๑-๒๕๑๖) เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนแรกที่เดินทางเยือนประเทศไทย ในระหว่างที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานาธิบดี ณ พระบรมมหาราชวัง  มิตรภาพที่ทั้งสองประเทศมีให้ต่อกันในการเดินทางเยือนครั้งประวัติศาสตร์นี้ ยังคงสืบเนื่องไปจนถึงเมื่อครั้นเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่สองใน พ.ศ. ๒๕๑๐ โดยได้พระราชทานพระราชดำรัส ณ ทำเนียบขาว ด้วยการรับสั่งถึงประธานาธิบดีจอห์นสันและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งในช่วงหนึ่งของพระราชดำรัสว่า “เรามาพบท่านทั้งสองไม่ใช่เพียงในฐานะประมุขของประเทศเท่านั้น แต่ในฐานะเพื่อนเก่าด้วยเช่นกัน”